การจัดการจำนวนการฝึกฝนอย่างเหมาะควร

อาทิตย์ก่อนหน้าที่ผ่านมาแอดไม่น london168 ได้โอกาสได้เจอกับครูฝึกบอลในไทยลีก คนฝึกถามไถ่เข้ามาเกี่ยวกับจำนวนการฝึกฝนของนักกีฬาว่า จะมีวิธีการติดตามจำนวนการฝึกหัดของนักกีฬาบอลได้อย่างไรบ้าง แอดก็เลยทดลองไปพบข้อมูลมาฝากกันมอง

แนวทางการวัดจำนวนการฝึกฝนที่ง่ายแล้วก็ได้รับความนิยมทำกันเยอะที่สุดซึ่งก็คือ Session RPE หรือ จำนวนความอ่อนเพลียสัมพัทธ์ของนักกีฬาหลังจากการฝึกฝนข้อมูลนั้นจะยึดตามความรู้สึกของนักกีฬาหลังจากเซสชั่น เครื่องมือสำหรับในการวัดความอ่อนล้าสัมพัทธ์มันก็คือ Borg’s Scale แบ่งความเมื่อยล้าออกตั้งแต่ 0-10 แต่ละระดับก็จะมีความต่างกันไป ในบอลหรือกีฬาที่เล่นเป็นทีม สิ่งหนึ่งก็คือมีความเป็นการบริหารร่างกายแบบหนักสลับตอนพัก ด้วยเหตุผลดังกล่าว london168 เมื่อพวกเราถาม Session RPE นักกีฬาบางครั้งอาจจะรู้สึกขณะที่ไม่เมื่อยล้า หรือรวมๆแล้ว ได้ค่าน้อยกว่าข้อเท็จจริง ด้วยเหตุดังกล่าวพวกเราก็เลยควรมีการหาวัสดุอื่นๆมาช่วยวัดด้วยอาทิเช่น Football GPS Tracker แต่ว่าภาษาทางการซึ่งก็คือ Electronic Performance and Tracking Systems :EPTS นั่นเอง ซึ่งก็มีนานัปการแบรนด์ตามตลาด สำหรับเรื่อง EPTS ผมจะไม่ให้รายละเอียด แม้กระนั้นสรุปว่าเป็นวัสดุที่ใช้วัดโหลดทางกลไก Mechanical Workload สำหรับนักกีฬาพวกเราสามารถแบ่งโหลดออกเป็นสองกรุ๊ปใหญ่ๆมันก็คือ Mechanical Workload พวก ความเร็ว อัตรารีบ การเคลื่อนที่ การลดความเร่ง อีกกรุ๊ปนึงเป็น โหลดทางสรีรวิทยา Physiological Load: ซึ่งก็คือผลจากลักษณะการทำงานของร่างกายเมื่อมีการเปลี่ยนโหลดทางกลไก ไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนทางกลไก การเคลื่อนที่ ระบบแนวทางการทำงานของสรีรวิทยาก็จะส่งเสริมหลักการทำงานของร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายสามารถเขยื้อน และก็ปฏิบัติความถนัดได้ตามปรารถนา ดังเช่น : อัตราการเต้นของหัวใจ Heart Rate, จำนวนกรดแลคติก La+ อัตราการหายใจ Rf, ความเคลื่อนไหวของจำนวนการใช้ออกสิเจน VO2, ความเคลื่อนไหวของจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ VCO2, นำค่า VO2/VCO2 ก็จะได้ค่า RER : Respiratory Exchange Ratio มันก็คือความเคลื่อนไหวของระบบพลังงานนั่นเอง

จากที่เขียนมาข้างต้น เมื่อพวกเราทราบดีแล้วว่าการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นก่อนก็คือความเคลื่อนไหวเชิงกลไก การเคลื่อนที่ ก่อนจะมีการเปลี่ยนทางด้านสรีรวิทยา ด้วยเหตุนี้พวกเราก็เลยต้องหาความเกี่ยวข้องระหว่างความเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งสองประเภทให้ได้ ก็เลยมีแนวความคิดของ Metabolic Power เกิดขึ้น ซึ่งก็ถูกสร้างสรรค์โดย Prof.Pietro di Prampero คุณครูทางด้านสรีรวิทยาชาวอิตาลี แนวความคิดเป็น พวกเราจะใช้แนวทางการหาพลังงาน Energy Cost ของการเคลื่อนที่ด้วยการวิ่งบนพื้นเรียบก่อน ว่า ถ้าหากตอนที่พวกเราเร่งความเร็วมีอัตรารีบมากขึ้น พวกเราจะใช้พลังงานเท่าไร รวมทั้งถ้าหากพวกเราลดความเร็วลงพวกเราจะใช้พลังงานเท่าไร เปรียบเทียบกับในระหว่างที่พวกเราวิ่งขึ้นไปบน แล้วก็วิ่งลงจากเขาโดยใช้ความเร็วคงเดิม ในเวลาที่พวกเราวิ่งอยู่นั้น พวกเราก็จะวัดจำนวนการใช้ออกสิเจน VO2 แล้วก็ O2 Consumption ในห้องทดลอง และก็ วัดเวลาที่พวกเราฝึกหัดอยู่ในสนามจริงๆเมื่อพวกเราทำดริลแต่ละดริล โดยจะคำนวณทุกๆ20 วินาที ซึ่งจะมีค่าเท่ากันกับที่วัดจากห้องทดลอง ด้วยเหตุนี้ค่า Metabolic Power ก็เลยเป็นผู้แทนความเกี่ยวข้องระหว่าง ความเคลื่อนไหวเชิงกลไก และก็ความเคลื่อนไหวทางสรีรวิทยา รวมถึงระบบพลังงาน ที่สามารถวัดได้โดยทันที เมื่อนักกีฬามีการเคลื่อนนั่นเอง

จากรูป ชี้ให้เห็นว่า หากแม้ระยะทางสำหรับการเขยื้อนจะเสมอกันเป็น400 เมตร แม้กระนั้นความหนักสำหรับการเคลื่อนต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ใน 400 เมตร อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีปริมาณการสปรินท์แบบหลายๆตอน โดยเหตุนั้น ค่า Equivalent Distance Index ก็เลยเป็นสิ่งที่ใช้ในการพินิจพิจารณาความรู้ความเข้าใจของนักกีฬาบอลในระยะเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

มีปัญหาว่า แล้ว Total Distance สามารถบอกจำนวนความหนักของเกมได้ไหม คิดกล้วยๆถ้าเกิดพวกเราจะวัด Total Distance ในเกมถ้าเกิดสมมุติว่าคิดแบบหยาบคาย นักกีฬาของพวกเราลงเล่น 90 นาที Total Distance พอๆกับ 10 กิโล Average Pace พอๆกับ 9 นาที ซึ่งเทียบเท่าการเดินเลยใช่ไหมขอรับ แต่ว่าอันที่จริงแล้วมันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง 90 นาทีของเขา มันมีการเขยื้อนสลับกับหยุดเป็นระยะๆที่เรียกว่า intermittent นักกีฬาบางบุคคลจึงควรวิ่งด้วยความเร็วถึง 22 – 26 km/h ในระยะทางที่สั้นหรือยาว รวมทั้งเคลื่อนตลอด ความหนักของเกมสูงขอรับ รวมทั้งจะต้องออกสตาร์ทบ่อยมาก แล้วก็มีการ cutting Maneuver เพื่อเปลี่ยนทิศทางอีก ฉะนั้นระบบกล้ามก็จำเป็นต้องโหลดแน่ๆ ซึ่งจะเอาระยะทางไปพบความข้องเกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ไปด้วย สมมุติว่านักกีฬาสองคนมีระยะทางสำหรับในการเคลื่อนได้ 600 เมตรเสมอกัน นักกีฬาคนแรกใช้พลังงาน 3 J/kg นักกีฬาผู้ที่สองใช้พลังงาน 3150 j/kg โน่นหมายความว่านักกีฬาผู้ที่สองใช้พลังานมากกว่านักกีฬาคนแรก ถ้าหากนักกีฬาทั้งคู่คนวิ่งที่ความเร็วคงเดิมใช้พลังงานไป 4.64 j/kg/m ฉะนั้นนักกีฬาคนแรกจะมีระยะทางที่ทำเป็นพอๆกับ 647 เมตร ผู้ที่สองมีระยะทาง EDI พอๆกับ 679 เมตรด้วยเหตุผลดังกล่าวค่าที่ได้ก็จะมีความเที่ยงตรงรวมทั้งสามารถจัดหมวดหมู่จำนวนพลังงานที่ใช้จริงๆอันที่จริงแล้วยังมีตัวแปรฯลฯที่พวกเราสามารถประยุกต์ใช้ได้สำหรับเพื่อการประเมินโหลดในบอล แค่เพียงพวกเรารู้เรื่องที่ไปที่มา สำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬา องค์วิชาความรู้ Foundation สำคัญกว่า Tools ครับ

ข้างหลังเซสชั่นหลายทีมอาจจะวัดความเคลื่อนไหวทางวิชาชีวเคมี ซึ่งก็คือ ผลิตผลที่เกิดจากการฝึกหัด แน่ๆว่า แลคเตทในเลือด Blood Lactate ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราจะใช้ในลัษณะของการพิจารณาจำนวนแลคติกที่เกิดขึ้นหลังจากการฝึกหัดได้ บางที่ก็ตรวจ CK (Creatine Kinase), hsIL-6, Cortisol, Testosterone อันนี้สุดแต่กำลังทรัพย์สินครับ แต่ว่าสิ่งจำเป็นมันก็คือ Windows หรือ ระยะเวลาสำหรับการตรวจครับ เว้นเสียแต่ตรวจโดยทันทีแล้ว ยังควรจะมีการตรวจต่ออย่างเช่น 1 วัน หรือ 48 ชั่วโมง

การจัดการจัดแจงจำนวนการฝึกฝนนั้น เว้นเสียแต่ที่พวกเราจะเข้าดวงใจหัวข้อการเขียนแนวทางฝึกฝนแล้ว พวกเรายังควรมีความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวความคิด องค์วิชาความรู้ ไปจนกระทั่งการเลือกเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ด้วยครับผม เมื่อพวกเราได้ข้อมูลมาแล้วพินิจพิจารณาข้อมูลแล้ว สิ่งที่จำเป็นเป็น การติดต่อสื่อสาร ไปยังคณะทำงานและก็ครูฝึกร่วมกันด้วยครับ เพื่อปฏิบัติงานไปในทางเดียวกัน ผมมั่นใจว่าอย่างไรแล้ว การทำงานบนรากฐานของข้อมูลก็ย่อมดีมากกว่าการทำงานแบบไม่มีข้อมูลนะครับ สิ่งที่จะทำให้งานออกมาไม่ดี ก็คือ เรื่องของอนัตตา และก็ผู้กระทำลัวอับอายขายขี้หน้านี่แหละขอรับ ถ้าหากพวกเราเอาสองประเด็นนี้ออกมาจากการทำงานได้ ผลที่ได้รับจากการดำเนินงานย่อมมีคุณภาพนะครับ

แต่ว่าอย่างไรก็ดีในตอนที่พวกเราจะประเมินโหลด หรือความหนักสำหรับในการฝึกฝน ยิ่งถ้าหากพวกเรามีข้อมูลมากมายแค่ไหน การคาดคะเนโหลดก็ยิ่งมีความเที่ยงตรงเยอะขึ้น ภาพก็ยิ่งชัดขึ้นครับ สิ่งจำเป็นเลยสำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬาอีกข้อนึงก็เป็น หากพวกเราจะดำเนินการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นพวกเราก็อาจจะควรมีแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อน พวกเราถึงจะมีระบบระเบียบสำหรับเพื่อการขจัดปัญหาได้อย่างเหมาะควร

กลับสู่หน้าหลัก

Leave a Comment

Your email address will not be published.